Category Archives: สุขภาพ

นอนกรน สร้างความรำคาญให้คนใกล้ชิด และส่งผลเสียถึงสุขภาพ

นอนกรน สร้างความรำคาญให้คนใกล้ชิด และส่งผลเสียถึงสุขภาพ

การรักษาโรคนอนกรนจากทางเดินหายใจติดขัด ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย พบได้บ่อยในคนอ้วน โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ผู้ป่วยมักมีปัญหานอนกรนจากหลายสาเหตุได้ ดังนั้น การแก้ไขหรือรักษาจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค วิธีการรักษาทำได้ทั้งไม่ผ่าตัดและผ่าตัด อาการนอนกรนเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป ในรายที่มีเพียงอาการนอนกรน(ที่ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) จะก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนใกล้ชิดและคนรอบข้าง ทำให้อับอายและถูกล้อเลียน แต่หากอาการนอนกรนนั้นมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย นอกจากจะมีปัญหาที่กล่าวข้างต้นแล้วยังก่อผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของผู้นั้นด้วย เพราะช่วงที่หยุดหายใจขณะหลับนั้น ออกซิเจนในเลือดจะต่ำลง ที่เรียกว่าภาวะ Hypoxia ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ เมื่อตื่นนอนจะรู้สึกนอนไม่พอทั้งที่นอนมามากแล้ว มีอาการหงุดหงิด สมาธิแย่ลง

การรักษาอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับมี 2 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้

1. professionsleepclinic โดยวิธีการไม่ผ่าตัด ได้แก่ การลดน้ำหนัก และการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยา หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง การปรับเปลี่ยนท่าทางในนอน หรือท้ายสุดด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ อัดอากาศผ่านช่องคอที่แคบทำให้อากาศผ่านทางเดินหายใจที่แคบได้มากขึ้นขณะนอนหลับ (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ซึ่งในบางรายใช้ได้ แต่ในบางรายก่อให้เกิดความรำคาญและ ปฎิเสธการใช้ไป
2. โดยวิธีการผ่าตัด มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับการตรวจพบสาเหตุของปัญหานั้นว่าเป็นที่ตำแหน่งใด เช่น
– ถ้าเกิดจากเยื่อบุจมูกบวม ก็สามารถรักษาโดยการจี้เยื่อบุจมูกด้วยคลื่นวิทยุ (RFVTR) เพื่อลดขนาดลง
– ถ้าผนังกั้นช่องจมูกคด ก็ผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกที่เรียกว่า Septoplasty
– ถ้ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจในช่องคอ เช่น ทอนซิลโตมาก ก็อาจจะตัดทอนซิลทิ้งที่เรียกว่า Tonsillectomy ซึ่งเป็นวิธีแบบดั้งเดิม ปัจจุบันเราใช้ วิธีที่ดีและทันสมัยกว่าคือการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ เพื่อสลายเนื้อเยื่อต่อมทอนซิลให้มีขนาดเล็กลง ร่วมกับการเย็บซ่อมแซมต่อมทอนซิลให้มีรูปร่างและทำหน้าที่อย่างทอนซิลปกติ วิธีนี้รวมเรียกว่า LASER Tonsilloplasty
– แต่หากสาเหตุเกิดจากการที่เพดานอ่อนหย่อนยาน และลิ้นไก่ยาว วิธีแบบเดิมเราใช้มีดผ่าตัดและเย็บตกแต่งเพดานอ่อน ที่เรียกว่า UPPP (Uvulopalatopharyngoplasty) ซึ่งมีข้อเสียคือ ใช้เวลาในการผ่าตัดนาน เสียเลือดในการผ่าตัดมาก 50-100 cc. ผู้ป่วยเจ็บแผลหลังการผ่าตัดมาก ต้องพักในโรงพยาบาล 2-3 คืน ใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน และแผลในช่องคอหลังผ่าตัดไม่สวยงาม

รู้จักกันก่อนกับเซลล์บำบัด

วันนี้เรามารู้จักกับเซลล์บำบัดกันก่อนละกันนะวันต่อไปค่อยมารู้จักตัวอื่นกัน..

เซลล์บำบัด คือ การนำเซลล์สุขภาพดีที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไปสู่ร่างกาย โดยไม่ได้เป็นการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะแต่เป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ซึ่งสามารถฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่อ่อนแอของอวัยวะเป้าหมายที่ต้องการรักษา ทำให้เซลล์ภายในร่างกายมีความต้านทานโรค ซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ โดยช่วยบำบัดความเจ็บป่วย คืนสุขภาพที่ดีให้แก่ร่างกาย และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวพรรณของคุณ ทำให้คุณกลับมาเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง และจะเป็นเช่นนั้นไปอย่างยาวนาน

Dr. Paul Niehans เป็นผู้รักษาด้วยเซลล์บำบัดเป็นคนแรกในปี ค.ศ.1931 โดยใช้ต่อมพาราไทรอยด์ของลูกวัวฉีดให้แก่ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุที่ถูกตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกในระหว่างผ่าตัด ซึ่งปรากฏว่าผู้ป่วยรายนี้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกเกือบ 30 ปี

การทำเซลล์บำบัดของ Dr. Paul Niehans จะใช้เซลล์ที่เหมือนกันเพื่อรักษาเซลล์ที่อยู่ในอวัยวะเดียวกัน เช่น หัวใจรักษาด้วยหัวใจ ปอดรักษาด้วยปอด ม้ามรักษาด้วยม้าม เป็นต้น ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาความเจ็บป่วย เพราะเป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรค ไม่ใช่เพียงแค่ระงับอาการของโรคเท่านั้น โดยการใช้กลุ่มเนื้อเยื่อดีมาสร้างและปรับปรุงเซลล์ให้มีการทำงานที่ดีขึ้น และช่วยซ่อมแซมส่วนที่อ่อนแอหรือเนื้อเยื่อที่สึกหรอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น

เห็นมั้ยละคะ…ง่ายมากเลยค่ะที่จะรู้จักตัวนี้

ขั้นตอนการฝากครรภ์มีอะไรบ้างที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้

เมื่อคุณแม่ทราบว่าตั้งครรภ์ อย่ามัวแต่ดีใจนะคะ ให้รีบปรึกษากับคุณพ่อหาข้อมูลของโรงพยาบาลที่จะไปฝากครรภ์ก่อนดีกว่าค่ะ แนะนำให้เลือกโรงพยาบาลที่ใกล้กับที่พักของคุณแม่นะคะ เพื่อสะดวกต่อการเดินทางไปตรวจเช็คเวลาหมอนัด และที่สำคัญสุดคือต้องสะดวกและเดินทางง่ายตอนที่คุณแม่จะคลอดค่ะ การไปฝากครรภ์ครั้งแรกต้องทำอะไรบ้าง เมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์จะต้องผ่านฝ่ายแผนกคัดกรองเพื่อตรวจสุขภาพเบื้องต้นดังนี้ค่ะ ขั้นตอนของการฝากครรภ์ มีดังนี้ ชั่งน้ำหนักจะต้องทำทุกครั้งที่ไปฝากครรภ์เพื่อให้รู้ว่าน้ำหนักของคุณแม่ตอนเริ่มตั้งครรภ์อยู่ที่เท่าไหร่ และ ในระหว่างตั้งครรภ์น้ำหนักคุณแม่ขึ้นมากแค่ไหน เพราะน้ำหนักจะสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ตลอดการตั้งครรภ์น้ำหนักของคุณแม่ควรเพิ่มประมาณ 10-12 กิโลกรัม ถ้ามากกว่านั้นต้องดูว่าคุณแม่มีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ คุณแม่ที่มีความสูงน้อยและตัวเล็กมักจะคลอดยาก เพราะอุ้งเชิงกรานมีขนาดเล็ก มีความเป็นไปได้ว่าอาจต้องผ่าคลอด

การตรวจอาการบวมมักจะทำในช่วงเดือนท้ายๆที่ตั้งครรภ์เพราะคุณแม่ส่วนมากจะมีอาการบวมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ถ้าบวมมากอาจจะต้องตรวจดูว่ามีอาการแทรกซ้อนอะไรอื่นอีกหรือไม่ คุณหมอจะตรวจเต้านมคุณแม่เพราะว่าน้ำนมแม่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกมากเพราะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดของลูก คุณหมอจะดูว่าหัวนมคุณแม่บอดไหม หรือมีความผิดปกติอะไร และคุณหมอจะแนะนำวิธีให้นมลูกอย่างถูกวิธีอีกด้วยค่ะ คุณหมอจะตรวจทุกครั้งที่ไปฝากครรภ์เพื่อดูการเจริญเติบโตของมดลูกและทารกในครรภ์ ยิ่งใกล้คลอดคุณหมอจะคลำดูว่าลูกอยู่ในท่าไหน ท้องคุณแม่ลดหรือยัง ดูว่าลูกกลับหัวอยู่ในท่าเตรียมคลอดไหม ศีรษะลูกอยู่ในท่าเตรียมคลอดหรือไม่ สิ่งนี้สำคัญมากกับคุณแม่ใกล้คลอดค่ะ การวัดความดันโลหิตสูงจะมีความสำคัญมาก พยาบาลจะตรวจดูว่าความดันสูงมากเกินปกติไหม และมีอาการบวมร่วมด้วยหรือป่าว เพราะถ้ามีอาการดังกล่าวนี้คุณแม่ก็จะเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษได้ค่ะ

การตรวจภายในคุณหมอจะตรวจในครั้งแรกเมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์ เพื่อตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก และจะมีการตรวจอีกครั้งตอนใกล้คลอด ตรวจเพื่อจะดูว่าคุณแม่มีการติดเชื้ออะไรที่เป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญมากคุณแม่ต้องตรวจเลือดตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปฝากครรภ์เพราะคุณหมอต้องการทราบว่าคุณแม่มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ หรือมีโรคอันตรายที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ คุณแม่จะต้องตรวจปัสสาวะทุกครั้งที่ไปฝากครรภ์ คุณหมอจะตรวจปัสสาวะเพื่อต้องการทราบว่าระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่มีอาการแทรกซ้อนอะไรที่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ไหม คุณแม่คงจะพอนึกภาพออกแล้วใช่ไหมคะ ว่าเวลาที่คุณแม่ไปฝากครรภ์จะต้องทำอะไรบ้างและทำไปเพื่ออะไร ทุกอย่างที่ต้องทำตรงจุดคัดกรองมีความสำคัญต่อคุณแม่และลูกในท้องมากค่ะ ขอให้คุณแม่ให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วยนะคะ และเมื่อมีคำถามอะไรให้จดไปถามกับคุณหมอได้เลยนะคะ จะได้นำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ควรรับประทานคอลลาเจนช่วงที่ท้องว่างหรือไม่

คอลลาเจนคือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีการรวมตัวของกรดอะมิโนหลายชนิดต่อกัน เช่น glycine, proline และ hydroxyproline เป็นต้น กรดอะมิโนมีทั้งหมด 20 กว่าชนิด โดยการรวมตัวของชนิดและจำนวนที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดโปรตีนหลากหลายชนิด ร่างกายของมนุษย์มีคอลลาเจนประมาณ 30% โดยเป็นส่วนประกอบในผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ ขน และเส้นผม รวมถึงเนื้อเยื่อทั้งหมดในร่างกาย กล่าวได้ว่า ทุกส่วนของร่างกายมนุษย์มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์เชื่อมต่อกันได้ ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นกับร่างกาย รวมทั้งทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงสมบูรณ์ด้วย โดยคอลลาเจนมี 28 ชนิด แต่ชนิดที่สำคัญในการสร้างเส้นใยและพบมากมี 5 ชนิด การเลือกซื้อคอลลาเจนควรเลือกซื้อคอลลาเจนที่ผลิตมาจากปลาเพราะมีการดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนที่ผลิตมาจากวัวและหมู คอลลาเจนจากปลามีความปลอดภัยจากโรคมากกว่าคอลลาเจนที่ผลิตมาจากวัว เพราะอาจจะเสี่ยงจากเชื้อโรควัวบ้าได้ และควรเลือกซื้อจากผู้ขายที่เชื่อถือได้ คือ มี อย. รับรองเรื่องความปลอดภัย

ความต้องการคอลลาเจนต่อวันของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ การรับประทานอาหารของแต่ละคน และการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การรับประทานคอลลาเจนต่อวันแนะนำ 2,500-5,000 มิลลิกรัม/วัน ควรรับประทานแบบต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการรับประทานคอลลาเจนในปริมาณมากแต่ไม่ต่อเนื่อง ควรรับประทานคอลลาเจนช่วงที่ท้องว่าง เช่น ตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอน เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการรับประทานคอลลาเจนควรรับประทานร่วมกับวิตามินซี การจะเห็นผลจากการรับประทานคอลลาเจนช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น วัยรุ่นจะเห็นผลได้เร็วกว่า เพราะร่างกายยังมีคอลลาเจนสะสมอยู่ในปริมาณมาก แต่คนที่มีอายุมาก กว่าจะเห็นผลอาจใช้เวลานานกว่าเพราะร่างกายมีการสูญเสียคอลลาเจนไปแล้วเป็นจำนวนมาก การดูดซึมคอลลาเจน ร่างกายจะนำไปใช้ในส่วนที่จำเป็นก่อน คือ ข้อต่อ กระดูก และเส้นเลือด หลังจากนั้นจะนำมาเสริมที่ผิวหนัง เล็บ เส้นผมและหนังศรีษะ เพื่อให้ได้ผลเร็วยิ่งขึ้น ควรรับประทานคอลลาเจนร่วมกับวิตามินซี http://www.bellacollastore.com/

วิธีดูแลแม่และเด็กแรกเกิดที่ถูกต้อง

หลังจากผ่านนาทีแห่งความตื่นเต้น ด้วยการมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาในครอบครัวแล้ว เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลาย ๆ คนก็มักประสบปัญหาไปกับสารพัดเรื่องในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องของการเลี้ยงดูลูกน้อยที่เชื่อว่าคุณพ่อและคุณแม่คงจะตื่นเต้นและกังวลใจอยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มดูแลลูกน้อยอย่างไรบ้าง กระปุกดอทคอมขอนำวิธีดูแลแม่และเด็กแรกเกิดที่ถูกต้องมาฝากกัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ทุกคนค่ะ

อาบน้ำให้หนูน้อย ควรอาบน้ำให้ลูกน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาจเป็นช่วงสาย ๆ และช่วงเย็นก่อนค่ำ โดยการเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำอย่าง สบู่ แชมพู ฟองน้ำ ผ้าเช็ดตัว และอ่างอาบน้ำที่มีแผ่นกันลื่น จากนั้นจึงมาเตรียมน้ำใส่ลงในอ่างอาบน้ำ (กำหนดอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่เย็นและร้อนจัดมากเกินไป) แล้วจึงค่อย ๆ วักน้ำขึ้นมาลูบเบา ๆ เพื่อให้ลูกได้ปรับตัว จากนั้นจึงสระผมก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการประคองท้ายทอยและศีรษะของลูกเอาไว้ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วก้อยพับใบหูลูกเอาไว้ นวดวนให้ทั่วศีรษะอย่างเบามือ จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำช่วยล้างทำความสะอาด สำหรับการอาบน้ำให้เน้นทำความสะอาดตามจุดข้อพับ โดยเฉพาะซอกขาหนีบ รักแร้ และทวารหนักเพื่อลดการระคายเคืองและแหล่งสะสมเชื้อโรคบนผิว แต่หากแม่และเด็กมือใหม่คนไหนที่ยังไม่มั่นใจ จะใช้วิธีการอาบน้ำด้วยการให้ทารกนอนบนผ้ายาง แล้วใช้ฟองน้ำเช็ดตัวลูกก็ได้เช่นกัน

ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนนับเป็นสิ่งที่แม่และเด็กจะต้องใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการทำความสะอาดบริเวณสะดือและอวัยวะเพศที่มักเกิดการอับชื้นได้ง่าย ดังนั้นจึงควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้งหลังอาบน้ำจนกว่าสายสะดือจะหลุดและโคนสะดือแห้ง โดยห้ามใช้แป้งหรือยาผงโรยสะดือเด็กเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ส่วนอวัยวะเพศและก้นก็ไม่ควรมองข้าม เมื่อลูกถ่ายต้องรีบเช็ดทำความสะอาดทันทีโดยใช้สำลีชุบน้ำเช็ดคราบปัสสาวะและอุจจาระที่ติดอยู่ออกอย่างเบามือ โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งสนิทดี จากนั้นจึงใส่ผ้าอ้อมหรือแพมเพิส เพราะผิวลูกยังอ่อนบางอยู่มาก อาจทำให้ผิวถลอกหรือแสบแดงได้ง่าย